คู่มือไร่นาสวนผสมภาคเหนือศูนย์กสิกรรมตำบลพัฒนานิคม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ทำไมจึงต้องทำไร่นาสวนผสม

การพัฒนาการด้านการเกษตรของประเทศไทย ในระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่เกษตรกรส่วนใหญ่ผลิตเพื่อบริโภคในครอบครัว ที่เหลือจึงนำไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าอื่นที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ที่เรียกว่า เกษตรแบบยังชีพ ซึ่งเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้มาก เพราะเน้นใช้ปัจจัยการผลิตจากภายใน

เมื่อมีนโยบายการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการเกษตร ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เน้นการผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวให้ได้จำนวนมาก มีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง แต่ต้องใช้ปุ๋ย

วิทยาศาสตร์ และสา รเ ค มีเข้ามาใช้อย่างมากมายการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการทำการเกษตรที่เปลี่ยนไปนี้ ต่อมาพบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบที่ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินรุงรัง จึงไม่สามารถพึงตนเองได้

ด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อพื้นที่ป่าลดลงเกิดฝนแล้ว – น้าท่วมและแมลงระบาด ปัญหาต่างๆ เหล่านี้คงต้องมาแก้ไขที่รากฐาน คือ การทำให้เกษตรกรสามารถพึงตนเองได้ และการทำไร่นาสวนผสม เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาต่อทั้งตัวเกษตรกร และต่อสังคม

ไร่นาสวนผสมคืออะไร

ไร่นาสวนผสม คือ การผลิตหลายสิ่งหลายอย่างในพื้นที่นาผืนเดียวกัน เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว โดยการปรับที่นาให้มีสระ ร่องน้ำ และคันดินรอบแปลงนามีการปลูกข้าว และเลี้ยงปลา รวมทั้งปลูกพืชผักสวนครัว พืชไร่ ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ หมู ฯลฯ บนคันดินเราสามารถทำกิจกรรมหลายๆ อย่างให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และควรมีการแบ่ง

บทบาทหน้าที่กันภายในครอบครัวในการดูแลกิจกรรมต่างๆ ตามความถนัด เช่น พ่อบ้านดูแลข้าวปลา ไม้ผล แม่บ้านดูแลผักสวนครัวและพืชไร่ ส่วนลูกช่วยกันดูแลสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ใช้เวลาเช้า และหลังการไปโรงเรียนได้

การทำไร่นาสวนผสมนี้ เหมาะส าหรับแปลงนาที่มีระดับไม่ต่างกันมาก และมีขนาดกว้างตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป ควรเป็นแปลงที่อยู่ไม่ไกลบ้านนัก หรือสามารถดูแลได้ง่าย เนื่องจากมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องมีการเก็บผลผลิตเพื่อการบริโภค และขายเป็นรายได้ทุกวัน

ทำไร่นาสวนผสมไปเพื่ออะไร

ข้าราชการมีเงินเดือนมีสวัสดิการ ปลดเกษียณก็มีบำเหน็จบำนาญ พ่อค้า นักธุรกิจ ก็มีเงินเดือน มีโบนัส แต่เกษตรกรมีรายได้รายปี ซึงหาความแน่นอนไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพการตลาด ราคาปัจจัยการผลิต เงินลงทุนที่ต้องไปกู้ยืมจาก ธ.ก.ส. หรือหนี้สินนอกระบบ ซึ้งผลิดอกออกผลทุกวินาที เมื่อขายผลผลิตได้หักลบกลบหนี้แล้วอาจไม่เหลือเงินกลับเข้าบ้าน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเกษตรกรถึงทุกข์ยากอยู่ตลอด

การทำไร่นาสวนผสม เป็นการสร้างหลักประกันให้แก่เกษตรกรให้มีความมั่นคงทางด้านต่างๆ โดยการผลิตหลายอย่าง เพื่อให้มีรายได้จากหลายทาง รวมทั้งเป็นการลดความเสี่ยงทางด้านการตลาด และสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น เมื่อข้าวได้รับความ ยังมีรายได้จากปลาพืชไร่ และไม้ผล ปีไหนราคาข้าวไม่ค่อยดียังคงมีรายได้จากทางอื่นซึ่งอาจจะดีกว่าข้าว เป็นต้น ถ้าเกษตรกรสามารถมีรายได้ตลอดอย่างนี้ก็น่าที่จะสามารถพึ่งพาตนเองได้

อย่างไรก็ตาม การทำไร่นาสวนผสมคงจะต้องใช้ความหนักแน่นพอสมควรในระยะเริ่มต้น เนื่องจากจะมองไม่เห็นเงินเป็นกอบเป็นก าเหมือนการปลูกพืชเศรษฐกิจ แต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเหมือนน้ำซึมทรายจากการทยอยขายผลผลิตที่ได้ รวมทั้งจากการประหยัดในด้านอาหารการกินและต้นทุนที่ลดลง เนื่องจากไม่ค่อยมีความจ าเป็นในการซื้อปัจจัยการผลิตจากภายนอก

การทำไร่นาสวนผสม

การเลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถปลูกข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ปลูกผัก และไม้ผล ได้ในพื้นที่เดียวกัน ทำเลที่สามารถเลี้ยงปลาในนาข้าวได้ดีนั้น ควรเป็นที่นาที่ค่อนข้างเรียบขนาดแหล่งละ 1 งานขึ้นไป (ถ้านาลดหลั่นไม่เกิน 25 ซม. ก็ได้) ควรทำในพื้นที่ 3 – 5ไร่ขึ้นไป จึงจะได้ผลดี วิธีการง่ายๆ ในการเลี้ยงปลาในนาข้าว มีดังนี้

การเลือกพื้นที่

ถ้าจะให้ได้ผลเต็มที่ ควรเลือกที่นาที่เหมาะสม คือ

1 เป็นที่นาที่ค่อนข้างราบเรียบ มีขนาดกว้าง 1 ไร่ขึ้นไป หรือหากเป็นนาหลั่นถ้าระดับนาต่างกันไม่เกิน 1 คืบ ก็สามารถทำได้

2 เลือกบริเวณที่ดินค่อนข้างเหนียว การกักเก็บน้ำจะดีกว่าบริเวณที่เป็นดินทราย

3 ไม่เป็นที่ดอนเกินไป เพราะจะมีปัญหายุ่งยากในการเอาน้ำเข้าและการจัดการระบบน้ำ

4 ไม่ควรเป็นที่ลุ่มเกินไป เช่น เขตน้ำท่วมขังสูง หรือบริเวณที่น้ำหลากรุนแรงเสมอๆ

องค์ประกอบของการเลี้ยงปลาในนาข้าว

1 คันดินรอบแปลงนา การขุดคันดินรอบแปลงนาขนาดใหญ่พอสมควรไวส าหรับป้องกันน้ำท่วม ควรสูงประมาณ 75 – 100 ซม. กว้าง 2 เมตรขึ้นไป บนคันดินสามารถปลูกไม้ผล ไม้ใช้สอย พืชไร่ รวมทั้งพืชผักสวนครัวสารพัดชนิดไว้บริโภคในครัวเรือนได้อีกด้วย

2 ร่องน้ำ ลึกประมาณ 50 – 100 ซม. กว้าง 50 – 200 ซม. เป็นที่หลบร้อนของปลา

3 บ่ออนุบาลปลา เป็นสระเล็กๆ อยู่มุมที่ต่ำที่สุด อยู่ด้านนอกหรือด้านในก็ได้ มีขนาดตั้งแต่ 4 x 4 เมตรขึ้นไป ลึก 1.5 – 2 เมตร เป็นบ่ออนุบาลปลาที่ยังเล็กอยู่ และควรขุดให้ลาดเอียงลงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความสะดวกเวลาจับปลาช่วงน้ำลด

4 ท่อระบายน้ำ ขนาด 6 นิ้ว ฝังไว้รอบสระตรงจุดที่น้ำไหลออกสัก 3 – 4 จุด โดยฝังปากท่อสูงกว่าระดับพื้นที่นาประมาณ 20 ซม. แล้วใช้มุ้งเขียว หรือตะแกรงปิดเอาไว้กันปลาหนี

5 ทางน้ำเข้า ควรมีตะแกรงเช่นกัน

6 คันกลาง ส าหรับแบ่งให้แปลงนาเป็น 2 แปลง เพื่อการถ่ายน้ำไปมาเวลาจับปลาขาย

7 คันนาเล็กๆ รอบสระ ด้านในมีไว้เพื่อป้องกันโคลนไม่ให้ตกลงไปในร่องน้ำเวลาไถคราดชนิดปลาที่นิยมเลี้ยงปลาที่เลี้ยงในนาข้าว เป็นปลาประเภทกินพืช เช่น ปลานิล ซึ่งเป็นปลาที่สามารถแพร่พันธุ์เองได้ตามธรรมชาติ ปลาสลิด ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลาไน ปลาจีน ฯลฯ แต่ปลาที่หาได้ง่าย และคนนิยมกินมากที่สุด คือ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาไน

ปลานิล กินแพลงค์ตอนในน้ำ และแมลงเป็นอาหาร หากินบริเวณผิวน้ำ ช่วยก าจัดแมลงกินข้าว

ปลาตะเพียน ปลาสลิด ปลายี่สกเทศ กินหญ้า และหน่อข้าวเป็นอาหาร หากินบริเวณกลางน้ำ ช่วยก าจัดวัชพืช และหน่อข้าวที่ไม่ให้ผลผลิต

ปลาไน ปลาจีน กินเศษพืชที่เน่าเปื่อย หากินบริเวณหน้าดิน ช่วยพรวนดิน

การอนุบาลลูกปลา

เมื่อเริ่มมีน้ำเหพียงพอ ควรซื้อพันธุ์ปลามาอนุบาลไว้ในกระชัง (มุ้งเขียว) ในกรณีที่ปลายังมีขนาดเล็กอยู่ หรือเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลที่เตรียมไว้ ก่อนที่จะปล่อยลงนา เพื่อให้พันธุ์ปลาแข็งแรงและโตพอเอาตัวรอดได้ ควรให้อาหาร เช่น ร าละเอียดวันละก ามือ หรือถ้ามีไข่แดงต้มบี้ให้กินวันละฟอง เมื่อปลา มีขนาด 2 – 3 นิ้ว จึงปล่อยออกกระชัง หรือบ่ออนุบาล นำไปเลี้ยงในร่องน้ำหากดำนาเสร็จจึงปล่อยปลาออกหากินในนาข้าวได้

การเตรียมพื้นที่เลี้ยงปลา

หลังจากที่ขุดร่องน้ำขึ้นคันรอบแปลง และตกแต่งเสร็จแล้วก่อนที่ฝนจะตกลงมาเราควรทำปุ๋ยหมักไว้ตามมุมบ่อ และในร่องน้ำสัก 4 – 5 กอง โดยการนำเอาฟางข้าว หรือเศษพืชแห้งๆมากองสลับกันกับปุ๋ยคอกเป็นชั้นๆ สัก 5 – 6 ชั้น แล้วหาไม้มาตอกเป็นคอกไว้กันไม่ให้ปุ๋ยลอยกระจัดกระจายเมื่อมีน้ำ ส่วนใหญ่แปลงนานั้น ควรนำเอาปุ๋ยคอกใส่ตามปกติที่เคยทำ เพื่อที่จะเป็นการสร้างอาหารให้กับปลา

การปล่อยปลา

ลูกปลาที่ซื้อมา ควรอนุบาลไว้ในบ่ออนุบาลก่อน และให้ร าละเอียด (แกลบด่อน)ประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ปลามีขนาดโตพอที่จะเอาตัวรอดได้ ขณะที่เตรียมพื้นที่นาเพื่อปลูกข้าวควรใส่ปุ๋ยหมักลงคลุกกับนาก่อน เพื่อทำให้เกิดไรแดงเป็นอาหารปลา หลังจากปลูกข้าวเสร็จประมาณ 10 – 15 วัน เมื่อต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและแข็งแรง แล้วค่อยปล่อยปลาที่ในร่องน้ำให้ออกไปหากินในนาข้าวได้ ซึ่งปลาจะช่วยกินหญ้า และแมลงในนาข้าว สาเหตุที่ปล่อยปลาหลังจากข้าวตั้งตัวได้ เนื่องจากป้องกันไม่ให้ไปกัดกินข้าว หรือขุดคุ้ยต้นข้าว (เช่น ปลาตะเพียน) ในพื้นที่ 1ไร่ สามารถเลี้ยงปลาได้ 1,000 – 1,500 ตัว โดยปล่อยผสมกันหลายชนิด ซึ่งมีสูตรในการปล่อยหลายสูตรตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่

ข้อควรระวังในการปล่อยปลา

1 หลังจากที่นำถุงปลามาถึงบ่อแล้ว ต้องเอาถุงลอยน้ำไว้สัก 10 – 15 นาที เพื่อให้ปลาปรับตัวเข้ากับน้ำในบ่อ แล้วค่อยๆ เปิดปาก

2 เวลาที่ปล่อย ควรเป็นตอนเช้า หรือเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมาก

3 ก่อนปล่อยลูกปลา จะต้องกำจัด กบ เขียด งู ปลาช่อน และปลาไหลออกให้หมดก่อน

อัตราการปล่อยปลาต่อ 1 ไร่

ในพื้นที่ 1ไร่ เราสามารถปล่อยปลาได้ 1,000 – 2,000 ตัว ควรปล่อยอย่างน้อย 3ชนิดรวมกัน โดยปกติจะปล่อยปลานิล ไน ตะเพียน เป็นหลักการปล่อยปลาจะเลือกเอาสูตรไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความนิยมของชาวบ้ายในเขตนั้นว่าชอบกินปลาชนิดไหน และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่จริง สูตรที่ตั้งไว้ข้างต้นไม่ตัวสามารถดัดแปลงได้อาจลดหรือเพิ่มได้ หากคนนิยมปลาตัวใหญ่ก็ให้ปล่อยจ านวนน้อยๆ ถ้านิยมตัวเล็กก็ปล่อยจ านวนมาก

การให้อาหารเสริมจากธรรมชาติแก่ปลา

ถึงแม้ว่าเราไม่จ าเป็นที่จะต้องหาอาหารให้ปลา เพราะปลาสามารถหากินเองจากธรรมชาติ แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอในกรณีที่เราต้องการเร่งให้ปลาโตเร็ว การให้อาหารเสริมแก่ปลาจึงเป็นเรื่องที่จ าเป็นเช่นกันสูตรการปล่อยปลา 1. น้ำสมบูรณ์ 2. แมลงสมบูรณ์ 3. มีหญ้ามาก 4. ปล่อยปลาชนิด

ปลานิล 333 – 400 400 – 700 300 – 400 200 – 300

ปลาไน 400 – 700 300 – 400 300 – 400 300 – 400

ปลาตะเพียน 300 – 400 300 – 400 400 – 700 200 – 300

ปลาสลิด – – – 150 – 250

ปลายี่สกเทศ – – – 150 – 250

นอกจากนี้อาจปล่อยปลาซ่ง หรือปลานวลจันทร์เทศ อีก 10 – 20 ตัว / ไร่ ก็ได้

วิธีการให้อาหารเสริมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น

เลี้ยงหมู หรือไก่ บนบ่อปลา เศษอาหารที่ตกลงไปในบ่อเป็นอาหารโดยตรง ส่วนขี้หมูขี้ไก่ จะเป็นปุ๋ยให้กับต้นข้าว ทำให้เกิดไรน้ำเป็นอาหารปลาเช่นกันหอยทากทุบเปลือกออกแล้วสับ ปลวก หรือไส้เดือนก็ได้ โยนให้ปลากินปลูกผักที่โตง่าย เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด เป็นอาหารปลา

หรือปลูกผักตบชวา บัวในสระ จอก แหน แต่ต้องควบคุมไม่ให้ปริมาณมากกว่าครึ่งสระหญ้าบนคันนา คันดิน เกี่ยวโยนลงในสระใช้ปุ๋ยคอกแห้งกองไว้ตามมุมบ่อ เพื่อทำให้เกิดตะใคร่น้ำ สาหร่าย และแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของปลานำเอาปุ๋ยคอกมาใส่เดือนละ 50 – 80 กก./ไร่ (น้ำหนักแห้ง)ต้มปลายข้าวผสมร า ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ หย่อนให้ปลากิน

การดูแลรักษา

1 ควรดูแล และก าจัดของปลาในช่วงที่ปลายังเล็กอยู่

2 หมั่นตรวจคันบ่อว่าเก็บน้ำอยู่หรือไม่ และควรรักษาระดับน้ำในนาไม่ให้ต่ำกว่า 1 คืบ

3 ช่วงที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีในบริเวณเหนือน้ำ ไม่ควรจะเอาน้ำเข้านา เพราะส ารเ ค มีอาจทำให้ปลาเป็น หรือได้

การจับปลา

ในระหว่าง 2 – 3 เดือน หลังจากปลูกข้าว ปลาบางส่วนก็จะโตพอที่จะจับกินได้ ปกติการเลี้ยงปลาในนาข้าวจะจับปลากินเป็นระยะๆ เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว น้ำในนาจะลดลง จึงจะจับปลาบางส่วนขายได้ เพราะปลาราคาแพง การจับปลาทำได้โดยการลดระดับน้ำในนาลง แล้วใช้แหอวน หรือตาข่ายมาดักไว้บริเวณบ่ออนุบาล และคัดเอาปลาขนาดเล็กปล่อยเลี้ยงในบ่ออนุบาลต่อส่วนปลาใหญ่ที่เหลือ จะปล่อยไว้ในร่องน้ำรอบนา แล้วค่อยๆ ทยอยจับขายได้

การเตรียมกล้า / การปักดำ

วิธีการเตรียมกล้าปักดำข้าว ส าหรับการเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น สามารถทำได้ตามปกติแบบการทำนาทั่วไป ตั้งแต่การเตรียมดิน ตกกล้าและปักดำ แต่การเลี้ยงปลาในนาข้าว จะไปเน้นหนักช่วงเวลาของการปล่อยเข้าในนาข้าว ทั้งนี้ ห้ามใช้สา รเ ค มีทุกชนิด รวมทั้งปุ๋ยวิทยาศาสตร์ด้วย เนื่องจากเป็นต่อปลาโดยตรง

การควบคุมระดับน้ำในนา

การเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น มีการควบคุมระดับน้ำในนาข้าว แบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน คือ

ช่วงที่ 1 ช่วงของการปักดำ น้ำในนาระยะนี้จะมีเพียงพอส าหรับปักดำได้เท่านั้น ส่วนปลาจะเลี้ยงไว้ในร่องน้ำ หรือบ่อก่อน

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่ปักดำเสร็จแล้ว ประมาณ 15 วัน เป็นอย่างต่ำ ซึ่งเป็นขณะที่น้ำในนาจะมีเพียงพอข้าวก็ตั้งต้นได้แล้ว ระยะนี้สามารถปล่อยปลาออกไปหากินในนาข้าวได้

ช่วงที่ 3 เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว จะต้องลดน้ำในนาลงให้แห้ง ปลาที่ปล่อยไว้ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่ที่บริเวณร่องน้ำ หรือสระน้ำ

การใช้ประโยชน์บนคันดิน

คันดินรอบแปลงสามารถใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชได้อีก โดยการนำไม้ผล ไม้ใช้สอยพืชผักต่างๆ ฯลฯ มาปลูกเพื่อช่วยยึดคันดินไว้ควรปลูกกล้วยทุกชนิดสลับด้วย เพราะกล้วยเป็นพืชล้มลุก ที่สามารถกั้นลมไม่ให้พัดข้าวล้มได้ บังแดดให้กับต้นไม้ยืนต้น บังไม่ให้น้ำในบ่อ และร่องน้ำระเหยเร็วด้วย รวมทั้งเป็นตัวเพิ่มปุ๋ยที่ให้ดินชุ่มเก็บน้ำได้นาน พืชไร่ที่ปลูกแซมก็จะได้ผลผลิตที่ดีขึ้น

ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ มะม่วง มะขาม มะพร้าว มะยม ขนุน ลิ้นจี่ ฝรั่ง ลำไย สะเดาน้อยหน่า มะนาว มะละกอ กล้วย อ้อย ฯลฯ ต้นไม้ที่ปลูกบนคันดินต้องใส่ปุ๋ยด้วยอาจจะเป็นปุ๋ยคอก

ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดก็ได้ ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีกว่าปล่อยตามยถากรรม และใช้แกลบหรือการปลูกพืชคลุมดิน หรือปลูกมันเทศ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดินมากชื้น รวมทั้งง่ายต่อการก าจัดหญ้าเพราะดินจะร่วนซุย เมื่อต้นไม้บนคันดินเจริญเติบโตงอกงาม ก็จะมีร่มเงาช่วยรักษาน้ำให้อยู่ได้นานและจะช่วยยึดคันดินไม่ให้พังทลาย

พืชผักสวนครัว ได้แก่ มะเขือยาว พริก ถั่วฝักยาว ฟักเขียว ฟักทอง สะระแหน่ผักชี กระชาย ต้นหอม ตะไคร้ มะกรูด ขิงข่า ฯลฯ ปลาในนากับต้นข้าวอยู่กันอย่างเกื้อกูล ต้นข้าว และปลาจะมีการพึ่งพาอาศัยกัน ปลาได้อาหารจากนาข้าว คือ ปลาช่วยกินวัชพืช หนอน แมลง และแมลงกินข้าว ที่มี่อยู่ในนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการก าจัดแมลงกินพืชให้กับข้าวในนารวมทั้งหน่อข้าวที่งอกออกใหม่ที่ไม่มีประโยชน์ ส่วนมูลปลาก็เป็นปุ๋ยให้ข้าวโดยตรง และปลายังช่วยพรวนดินให้ในระหว่างขุดคุ้ยหากิน ทำให้ดินร่วนซุย ข้าวที่ปลูกเจริญงอกงามได้ดี การเลี้ยงปลาติดต่อกันหลายปีทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ถือได้ว่าเป็นการปรับปรุงพื้นดิน

การปรับปรุงบำรุงดิน

บนคันนา ควรใช้ปุ๋ยคอกผสมกับแกลบ และปูทับด้วยฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นและการปลูกพืชคลุมดิน หรือพืชให้ร่มเงา เช่น กล้วย ทำให้ดินชุ่มชื้นมากขึ้น ส่วนในพื้นที่นาใช้ฟางกระจายในที่นาเมื่อเก็บเกี่ยว และนวดข้าวเสร็จชนิดพืช ควรปลูกถั่วเขียวก่อนทำนาครั้งต่อไป เมื่อเข้าเดือนมิถุนายน – กรกฎาคมฝนเริ่มตก นำข้าว และถั่วเขียวมาหว่านลงในแปลงนา ในช่วงที่หว่านข้าวและถั่วเขียว ที่นาไม่ควรมีน้ำขัง แต่เมื่อต้นข้าวโตกว่าต้นถั่วเขียวแล้ว ก็ปล่อยน้ำเข้านาให้ท่วม ต้นถั่วเขียวจะกลายเป็นปุ๋ยพืชสดให้กับต้นข้าวต่อไป

ผลผลิตที่ได้จากในไร่นาสวนผสม

ผลผลิตที่ได้มาจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในไร่นาสวนผสมหลักๆ ได้แก่ ข้าว และปลาซึ่งจะมีอยู่ตลอดปี สามารถจับกิน หรือขายได้ตลอด นอกจากนี้ยังมีพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้บนคันดิน ส่วนผลผลิตในระยะยาวก็ได้แก่ ไม้ผล ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี กว่าจะให้ผล อาจจะให้ผลผลิตน้อยในช่วงแรกๆ ดังนั้น คนที่ทำไร่นาสวนผสมจะต้องใจเย็นๆ หากต้นไม้เจริญเติบโตเต็มที่ก็จะให้ผลผลิตมากขึ้น

การจัดการน้ำให้มีประโยชน์สูงสุด

ในช่วงที่จับปลาจะต้องมีการลดระดับน้ำให้ปลาลงไปอยู่ในร่อง ดังนั้น ควรมีการรักษาน้ำเอาไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ ต่อไป โดยการสูบจากแปลงที่ไกลจากสระไปสู่แปลงข้างเคียง หลังจากนั้นจึงสูบกลับมาแปลงเดิมเพื่อจับปลาแปลงใหม่ เมื่อเข้าถึงฤดูแล้ง ควรเอาเข้าไปรวมในสระที่เดียว เพื่อลดการระเหยของน้ำ หากจ าเป็นที่จะต้องใช้น้ำจึงค่อยๆ เอามาใช้เท่าที่จ าเป็น ทั้งนี้เพื่อให้สวนมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด รวมทั้งมีน้ำส าหรับการหว่านกล้าในปีต่อไปด้วย

ข้อควรระวังในการทำไร่นาสวนผสม

การเลี้ยงปลาในนาข้าว ควรระมัดระวังในเรื่องของการใช้ยากำจัดแมลง หรือส ารเ ค มีในนาข้าว เพราะจะทำให้ปลาได้ ทางที่ดีควรงดการใช้ส ารเ ค มีทุกชนิด เนื่องจากปลาช่วยป้องกันก าจัดแมลงของข้าว และเติมปุ๋ย (ขี้ปลา) ให้ทุกวันอยู่แล้วควรดูแล ควบคุมปริมาณน้ำในนา หากน้ำแห้งอาจทำให้ทั้งปลาและข้าวชะงักการเติบโตได้ หรือหากปล่อยน้ำมาก อาจจะทำให้ข้าวได้ ซึ่งจะต้องดูช่วงจังหวะเวลาในการควบคุมน้ำด้วย

ผลทีได้รับจากทำไร่นาสวนผส

เมื่อเลี้ยงปลาในนาข้าวแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับมีมากมาย ทุกอย่างมีการเกื้อกูลกันหมดเช่น หญ้าที่ขึ้นก็ไม่ต้องถอน แมลงไม่ต้องก าจัด เนื่องจากปลาจะช่วยก าจัดให้ ปลาก็สามารถที่จะหาอาหารธรรมชาติเองได้ทำให้เจริญเติบโตดีกว่าการเลี้ยงในสระ ได้มูลปลาเป็นปุ๋ยที่ดีให้กับต้นข้าวเป็นการลดต้นทุนการผลิตทางหนึ่ง และช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวมากขึ้นกว่าแปลงที่ทำนาอย่างเดียว

จากประสบการณ์ของเกษตรกรที่ทำการเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น ได้ข้อสรุปของผลการเลี้ยงปลาในนาข้าว ดังต่อไปนี้

1 มีปลากินตลอดปี ลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินในครอบครัว

2 ช่วงปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย

3 ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพดินดีขึ้น แมลงกินข้าวและวัชพืชลดลง ได้มูลปลาเป็นปุ๋ยให้กับต้นข้าว

4 ลดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากได้ปุ๋ยจากมูลปลาแก่ต้นข้าว และปลาใช้ก าจัดแมลงกินพืชในนาข้าว โดยไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี

5 ปรับปรุงแปลงนาเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นแหล่งน้ำส ารองในหน้าแล้ง ใช้รดน้ำพืชผัก หรือไม้ผลรอบแปลงนา

6 มีรายได้เสริมจากการขายปลา และผักสวนครัวที่ปลูกไว้บนคันดิน

7 มีความสุขทางจิตใจ