พลิกผืนนา เป็นบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ โตเร็ว ขายง่าย รายได้งาม

กุ้งก้ามกราม เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยปกติแล้วสามารถพบเจอกุ้งก้ามกรามได้ตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันหาได้ยากแล้ว หลายคนจึงหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นอาหารได้แล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัดเช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ รวมไปถึงทางภาคอีสาน อย่าง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ได้มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน

คุณพนิดา ภูทองหล่อ ก็เป็นเกษตรกรรายหนึ่งของตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคุณพนิดามาสานอาชีพนี้ต่อ และยังได้รับเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ปี 2561 โครงการ Smart Farmer จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมประมง

คุณพนิดา ภูทองหล่อ

โดยเริ่มเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 2 แปลง และเช่าพี่สาวทำนากุ้งอีก 5 ไร่ ซึ่งแต่ละปีคุณพนิดาสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รอบ รอบละ 5 เดือน หักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว รอบหนึ่งๆ มีกำไรหลายหมื่นบาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พูดได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐีนีเลยก็ว่าได้

บ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ที่ใช้ที่น่า แปรมาทำบ่อกุ้งของคุณ พนิดา

ในการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและได้ราคานั้น ต้องเริ่มจากการเตรียมบ่อให้ดี กรณีบ่อมีเลนมาก ให้ปาดเลนออกก่อน ต่อมาหว่านปูนขาว 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั่วพื้นบ่อเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนจากสีดำให้เป็นสีเทา เพื่อจะย่อยสลายขี้กุ้ง

จากนั้นปล่อยน้ำเข้าบ่อ พร้อมปล่อยลูกกุ้ง ขนาด 5-7 เซนติเมตร จำนวน 10,000-12,000 ตัว ต่อไร่ และหลังจากอนุบาลได้ 2 เดือน จะมีอัตราการรอด 50-60% ลูกกุ้ง 100,000 ตัว ซื้อมาในราคา 10,000-30,000 บาท

สำหรับการให้อาหารมี 3 เวลา เช้า เที่ยง และเย็น กรณีอาหารของกุ้งที่อยู่ในช่วงอนุบาล ใช้อาหาร ซีพี เบอร์ 41S (ผง) ผสมกับไข่แดงคั่ว หมักร่วมกับหัวอาหารนาน 10 นาที เสริมวิตามินรวม และสารชวนกิน ให้กินเป็นระยะเวลา 1 เดือน

ต่อมาเปลี่ยนเป็น เบอร์ 42S (เกล็ด) ให้ระยะเวลา 2 เดือน พร้อมกระจายกุ้งลงไปแต่ละบ่อ จากนั้นเปลี่ยนอาหารเป็น เบอร์ 43S (เม็ด) โดยให้แต่ละบ่อ ระยะเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบจำนวนลูกกุ้งทุกๆ 15 วัน เมื่อทางชลประทานปิดการจ่ายน้ำจากเขื่อนลำปาว ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และปิดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ช่วงนี้จะต้องเปิดน้ำบาดาลเข้ามาทดแทน และหากน้ำในบ่อมีลักษณะสีเขียวเข้ม ต้องรีบถ่ายน้ำออกบางส่วน เพื่อเติมน้ำใหม่เข้าไป พร้อมกันนั้นจะต้องกำจัดวัชพืชคันบ่อด้วย

นอกจากนี้ จะต้องเติมอากาศ หรือเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในบ่อด้วย โดยการใช้รถไถต่อเข้ากับอุปกรณ์สูบน้ำ และใช้ปั๊มลง เวลาการให้อากาศมีหลายช่วงคือ 05.00-08.00 น. 13.00-15.00 น. และเวลา 18.00-22.00 น.

โดยกุ้งก้ามกรามจะขายดีมากเป็นพิเศษคือในช่วงเทศกาล ซึ่งทางคุณพนิดา จะต้องวางแผนเลี้ยงเพื่อให้ผลผลิตออกมาทันในช่วงนั้นพอดี จะปล่อยลูกกุ้งประมาณปลายเดือนกรกฎาคม จำนวน 120,000 ตัว จากนั้นอีก 5 เดือน ก็จับขายได้ โดยจะได้กุ้งขนาด 20-30 ตัว ต่อกิโลกรัม

10 กว่าปีในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คุณพนิดาบอกว่า เจอปัญหาทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน เพราะทางเขื่อนลำปาวปิดน้ำขณะที่อากาศร้อน กุ้งจะมีปัญหาเรื่องน็อก และมีน้ำเสีย ทำให้กุ้งตาย จึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะน้ำบาดาล และมีเครื่องตีน้ำที่ใช้เครื่องปั๊มลม ซึ่งพอพยุงให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ 100%

นอกจากจะเจอปัญหากุ้งน็อกแล้ว เกษตรกรเลี้ยงกุ้งยังอาจจะเจอปัญหากุ้งเกิดโรคที่เรียกว่า กุ้งหางไหม้ และกุ้งหลังขาว เพราะเป็นโรคหลังขาว ซึ่งถ้าเป็นโรคพวกนี้แล้วกุ้งจะตาย แต่ถึงไม่ตายก็ขายไม่ได้ราคา

ใครที่ไปกาฬสินธุ์แล้วไม่ได้กินกุ้งที่นี่ ถือว่ายังไม่ถึงกาฬสินธุ์ ขอแนะนำให้ไปลองลิ้มชิมรสกันดู ซึ่งมีทั้งกุ้งที่เลี้ยงในบ่อและกุ้งที่อยู่ในเขื่อนลำปาว แล้วจะรู้ว่ากุ้งเมืองนี้รสชาติดีไม่แพ้กุ้งก้ามกรามของจังหวัดอื่นเลย