เลี้ยงไก่งวง สัตว์เกษตรภาคอีสานแบบธรรมชาติ กำไรปีละครึ่งล้าน

ไก่งวง สัตว์ปีกเศรษฐกิจของภาคอีสานที่น่าสนใจอีกชนิด ที่หลายคนเลี้ยงแต่น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ  เพราะต้องเอาใจใส่ และต้องขยันหาตลาดรองรับควบคู่กับเนื้อสัตว์ประเภทนี้ด้วย และคุณเชษฐา  กัญญะพงศ์  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม หมู่ 8 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เลี้ยงไก่งวงประสบความสำเร็จ

คุณเชษฐา   เล่าว่า  เริ่มแรกเดิมทีตนมีที่ดินอยู่ 11 ไร่ อยู่ท้ายหมู่บ้าน  จึงขุดสระ 2 บ่อไว้เลี้ยงปลา  หวังทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ของในหลวง  กระทั่งเปลี่ยนใจเมื่อปี 2545  จึงเบนเข็มหันไปซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่งวงกับคุณธนศักดิ์  คำด่าง ประธานศูนย์ภูมิพลังบ้านโพธิ์ตาก อ.เมืองนครพนม  หลังจากปศุสัตว์จังหวัดพาไปอบรมศึกษาดูงานที่ศูนย์ภูมิพลัง  จึงซื้อไก่มา 1 ชุด 15 ตัว ในราคา 4,500 บาท

หลังเจอวิกฤติไข้หวัดนกในปี 2547  แต่ไก่ไม่ตายจึงโยกมาเลี้ยงพื้นที่ดังกล่าว  เพื่อให้ห่างจากหมู่บ้าน 300 เมตร  ต่อมาจึงได้มีโอกาสไปฝึกอบรมดูงานที่ฟาร์มเลี้ยงใหญ่ในจังหวัดขอนแก่นและหลายจังหวัดที่เลี้ยงไก่งวง  จนปี 2552  จึงเริ่มเลี้ยงอย่างจริงจัง  โดยชักชวนชาวบ้านตั้งกลุ่มมีสมาชิกผู้เลี้ยง 8 คน เลี้ยงครัวเรือนละ 10-20 ตัว  ในปี 2553 มีไก่ในกลุ่มรวมกันกว่า 300 ตัว  ทุกวันศุกร์จะมีข้าราชการตำรวจ ทหาร เดินทางมาซื้อไก่ 1-2 ตัว ตกกิโลกรัมละ 150 บาท ไปปรุงรับประทาน   แต่ประสบปัญหาไม่มีตลาดรองรับ  เลี้ยงแล้วไม่มีที่ขาย

“จึงชักชวนผู้เลี้ยงหันมาทำธุรกิจเปิดร้านอาหารไก่งวง  ให้ลงหุ้นๆละ 100 บาท ระดมทุนได้ 700 กว่าหุ้น เป็นเงิน 75,500 บาทในขณะนั้น  ปศุสัตว์จังหวัดนำเงิน 5,000 บาท ที่จะใช้ในการอบรมมาเข้าหุ้นด้วย  จึงมีสมาชิกเพิ่มขึ้น 50 ครัวเรือน ต่อมาคุณจริยา  แก้วอาสา ผู้ใหญ่บ้านบ้านคำเกิ้ม หมู่ 8  นำเงินโครงการเอสเอ็มอี จาก 400,000 บาท แบ่งนำมาสนับสนุนกลุ่ม  200,000 บาท เพื่อซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่งวงแจกชาวบ้านเลี้ยงครัวเรือนละ 5 ตัว  บางรายเอาไปต้มลาบกินบ้าง  ขณะที่เหลือผู้เลี้ยงจริงแค่ 20 ราย ต่อมาจึงได้รับเลือกเป็นประธานชมรมไก่งวง และประธานชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงเขต 4 ” คุณเชษฐาเล่า

คุณเชษฐา มีฟาร์มขนาดย่อม  โดยเลี้ยงคนเดียวบนพื้นที่ 11 ไร่ ทำโรงเรือนเลี้ยงไก่งวงพันธุ์อเมริกันบอร์น  จำนวนกว่า 1,000 ตัว แบ่งเป็น 3 โรงเรือน จำนวน 12 เล้า มีไก่ 3 รุ่นคือพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์  ไก่รุ่น และไก่อนุบาล  เหตุที่เลือกไก่สายพันธุ์นี้  เพราะทนต่อโรคและสภาพอากาศ ให้น้ำหนักได้ดี ตัวขนาดน้ำหนัก 6-10 กิโลกรัม ตัวใหญ่สุดมาตรฐานตกต่อตัวถึง 15 กิโลกรัม  ส่วนอาหารไก่คิดค้นผสมสูตรเองเพื่อเร่งให้โต  ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ

ธรรมชาติของไก่งวงไม่ชอบแดด  ชอบอาศัยอยู่ในโรงเรือนโล่งแจ้ง ลมพัดเย็นสบาย อาหารเช้า-เย็น  ไก่แรกเกิดถึง 2 เดือนจะให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปและหญ้าเนเปีย์อ่อนสับ  พอระยะ 2 ถึง 4 เดือน ซึ่งเจริญเติบโตจะกินรำข้าวและอาหารผสมสูตรเฉพาะ  เน้นอาหารเข้มข้นมีปลายข้าว กากถั่วเหลือง เมล็ดข้าวโพด  หลัง 4 เดือนถึง 7 เดือน ก่อนส่งขายให้กินหญ้าเนเปียร์สับ 30 กิโลกรัมต่อรำข้าว 30 กิโลกรัม สูตร 1ต่อ 1

คุณเชษฐา  จะปลูกหญ้าเนเปียไว้หลังคอกจำนวน 2 งาน และปลูกต้นไผ่เลี้ยงหน่อไว้ 4 กอ เพื่อเด็ดยอดใบอ่อนให้เป็นอาหารเสริมไว้กินในหน้าแล้ง  เนื่องจากต้นทุนเม็ดข้าวโพด 30 กิโลกรัมตกกระสอบละ 500 บาท กากถั่วกระสอบละ 1,200 บาท รำกระสอบละ 140 บาท

สำหรับฤดูแล้งกับฤดูหนาวไก่ไม่ค่อยเป็นอะไร  มีปัญหาเฉพาะหน้าฝน  เป็นหวัดหลังไก่ในฟาร์มตนติดเชื้อต้นฤดูฝนตายถึงวันละ 10 ตัว   จึงต้องเร่งแก้ไขสร้างภูมิคุ้มกัน  โดยให้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและว่านไพรใจดำ สับให้กินผสมกับรำข้าว  หากจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะต้องปรึกษาปศุสัตว์อำเภอ  เรื่องน้ำต้องต่อก๊อกแล้วผ่าท่อพีวีซีขนาดใหญ่ลงในรางให้กิน  แต่ถ้าโรงเรือนพื้นเฉาะแฉะก็จะพบปัญหามีแมลงวันมาไต่ตอม

โดยปกติไก่จะใช้เวลาฟักไข่นาน 28 วันถึง 1 เดือน ปัญหาคือไก่จะโทรม หากเข้าฟักในไหเกิดเยื้อแย่งเหยียบไข่แตกอีก  เมื่อไข่แล้วจึงแก้ไขโดยไม่ให้ไก่ฟักเอง  จึงนำเงิน 26,000 บาท ของกลุ่มไปซื้อตู้ฟักโดยใช้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียส  ข้อเสียถ้าไก่ฟักเองจะได้ไข่ปีหนึ่งแค่ 3 รุ่น ถ้าไม่ให้ฟักจะได้ไข่ตลอดทั้งปี 4 รุ่น

เสน่ห์ของไก่งวงคือชอบกินหญ้าเยอะ เลี้ยงระยะสั้นๆแค่ 7 เดือนก็ขายได้เงินแล้ว  หลังพบว่ามีการนำเข้าไก่งวงจากสหรัฐอเมริกาปีละ 80 ตัน และออสเตรเลีย 40 ตัน บางฟาร์มเลี้ยงแม่ไก่งวง 300 ตัว แค่ขายไข่ ขายลูก ไม่ได้เลี้ยงขุนให้เติบใหญ่ ยังทำรายได้ถึงปีละ 1,500,000 บาท  กำไรเยอะกว่าเลี้ยงวัวและต้องทนรอนาน 3-5 ปี